Friday, August 22, 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวกับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว: กรณีศึกษาโรงเรียนเครือข่ายแนะแนว มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา

 

MR. PATTARADANAI DUNGSUNGNOEN(256511003)

1) ชื่อหัวข้อวิจัย

ชื่อเรื่อง (ไทย): ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวกับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว: กรณีศึกษาโรงเรียนเครือข่ายแนะแนว มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา

ชื่อเรื่อง (อังกฤษ): The Relationship between Collaborative Leadership of Guidance Teachers and the Effectiveness of Guidance Services: A Case Study of the Guidance Network Schools of St. Theresa International University

2) ผู้วิจัย

นายภัทรดนัย ดุงสูงเนิน

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา

3) ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การแนะแนวในสถานศึกษาเป็นระบบสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเอง วางแผนการศึกษาและอาชีพ และจัดการปัญหาชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวจึงมีผลโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียนและภาพลักษณ์ของสถานศึกษา ขณะเดียวกัน "ภาวะผู้นำเชิงร่วมมือ (Collaborative Leadership)" ของครูแนะแนว เช่น การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การทำงานเป็นทีมกับครูประจำวิชา ผู้ปกครอง และชุมชน ถูกยอมรับว่าเป็นกลไกสำคัญที่ยกระดับคุณภาพการบริการแนะแนวจากเชิงเดี่ยวสู่เชิงระบบ

ในบริบทของ โรงเรียนเครือข่ายแนะแนว มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา มีการบูรณาการทรัพยากร ความร่วมมือ และนวัตกรรมการแนะแนวข้ามโรงเรียน ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษในการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวกับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยจะช่วยยืนยัน/พัฒนารูปแบบการบริหารแนะแนวเชิงมีส่วนร่วม และเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4) วัตถุประสงค์การวิจัย

  1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวในโรงเรียนเครือข่ายแนะแนว มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา

  2. เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวของโรงเรียนในเครือข่าย

  3. เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวกับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว

  4. เพื่อพยากรณ์ประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวจากองค์ประกอบย่อยของภาวะผู้นำเชิงร่วมมือ

5) คำถามวิจัย

  1. ครูแนะแนวในเครือข่ายมีภาวะผู้นำเชิงร่วมมืออยู่ในระดับใด (ภาพรวมและรายมิติ)?

  2. ประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวของโรงเรียนในเครือข่ายอยู่ในระดับใด (ภาพรวมและรายมิติ)?

  3. ภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวหรือไม่ เพียงใด และในทิศทางใด?

  4. มิติใดของภาวะผู้นำเชิงร่วมมือสามารถทำนายประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวได้ดีที่สุด?

6) สมมติฐานการวิจัย

H1: ภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)

H2: องค์ประกอบย่อยของภาวะผู้นำเชิงร่วมมือสามารถทำนายประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

7) ขอบเขตการวิจัย

  • ประชากร/กลุ่มเป้าหมายหลัก: ครูแนะแนวและ/หรือผู้รับผิดชอบงานแนะแนวในโรงเรียนเครือข่ายแนะแนว มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา จำนวน 100 โรงเรียน

  • ตัวอย่าง: 80 โรงเรียน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายหรือสุ่มแบบชั้นภูมิ (ตามขนาด/ระดับโรงเรียน)

  • หน่วยวิเคราะห์: ระดับบุคคล (ครูแนะแนว) และสรุปภาพรวมระดับสถานศึกษา (ค่าเฉลี่ยรวมรายโรงเรียน)

  • พื้นที่/ระยะเวลา: โรงเรียนในเครือข่ายที่เข้าร่วม เก็บข้อมูลภาคเรียนที่กำหนด

8) ตัวแปรและกรอบแนวคิดการวิจัย

  • ตัวแปรอิสระ: ภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนว (Collaborative Leadership)

    • มิติที่ศึกษา: วิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม, การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม, การสื่อสารและการประสานงาน, การทำงานเป็นทีม, ชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ

  • ตัวแปรตาม: ประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว (Effectiveness of Guidance Services)

    • มิติที่ศึกษา: ความครอบคลุมและการเข้าถึงบริการ, ความรวดเร็วและความตอบสนอง, คุณภาพการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน, ผลลัพธ์ด้านผู้เรียน, ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

กรอบแนวคิด: ภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนว → คุณภาพกระบวนการแนะแนว/การทำงานเป็นทีม/การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย → ประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว

9) นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ

  • ภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนว: คะแนนเฉลี่ยที่ผู้ตอบประเมินตนเอง/ประเมินโดยผู้เกี่ยวข้องในแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 5 มิติข้างต้น คะแนนรวมสูงหมายถึงความร่วมมือเชิงภาวะผู้นำที่สูง

  • ประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว: คะแนนเฉลี่ยในแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 5 มิติข้างต้น โดยอาจวัดจากหลายแหล่งข้อมูล (ครูแนะแนว นักเรียน ผู้ปกครอง/ผู้บริหาร) และ/หรือดัชนีผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโรงเรียน

10) ระเบียบวิธีวิจัย

ออกแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงปริมาณ แบบภาคตัดขวาง (cross-sectional correlational study)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง:

  • ประชากร: ครูแนะแนว/ผู้รับผิดชอบงานแนะแนวในโรงเรียนเครือข่ายทั้งหมด 100 โรงเรียน

  • ตัวอย่าง: 80 โรงเรียน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายหรือสุ่มแบบชั้นภูมิ

  • ขนาดตัวอย่างเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์สหสัมพันธ์และถดถอยพหุคูณ

เครื่องมือวิจัย:

  1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (เพศ อายุ ประสบการณ์งานแนะแนว ชั่วโมงพัฒนาอบรม ฯลฯ)

  2. แบบวัดภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนว (Likert 5 ระดับ, 20–25 ข้อ, 5 มิติ)

  3. แบบวัดประสิทธิภาพการให้บริการแนะแนว (Likert 5 ระดับ, 20–25 ข้อ, 5 มิติ)

การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ:

  • ความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านขึ้นไป

  • ความเชื่อมั่น (Reliability) โดย Cronbach’s alpha ≥ .70

การเก็บรวบรวมข้อมูล:

  • ขออนุญาตหน่วยงานเครือข่ายและผู้บริหารโรงเรียน → ชี้แจงผู้ตอบ → เก็บข้อมูลแบบออนไลน์/กระดาษ ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาทีต่อคน

  • จัดเก็บและเข้ารหัสข้อมูลอย่างเป็นความลับ

การวิเคราะห์ข้อมูล:

  • สถิติเชิงพรรณนา: ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

  • สถิติเชิงอนุมาน: Pearson’s r สำหรับ H1; ถดถอยพหุคูณสำหรับ H2

จริยธรรมการวิจัย:

  • ขอรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์

  • ความยินยอมโดยสมัครใจ การไม่เปิดเผยชื่อ การถอนตัวได้ตลอดเวลา การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

11) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ได้หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับบทบาทภาวะผู้นำเชิงร่วมมือของครูแนะแนวต่อประสิทธิภาพบริการแนะแนว

  2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางพัฒนาระบบแนะแนวแบบมีส่วนร่วมในระดับเครือข่ายและสถานศึกษา

  3. ได้เครื่องมือวัดที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ใช้ต่อยอดการประเมินตนเองของโรงเรียน

12) แผนดำเนินงาน (6–8 เดือน)

  • เดือนที่ 1: ทบทวนเอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, สร้างกรอบแนวคิด, ร่างเครื่องมือ

  • เดือนที่ 2: ขออนุญาตเก็บข้อมูล, ตรวจสอบ IOC, ปรับปรุงเครื่องมือ, ทดลองใช้ (pilot)

  • เดือนที่ 3–4: เก็บข้อมูลภาคสนาม

  • เดือนที่ 5: วิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ, จัดทำผลเบื้องต้น

  • เดือนที่ 6: เขียนรายงานฉบับสมบูรณ์/นำเสนอผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

13) บรรณานุกรมเบื้องต้น

  • Brown, J. (2018). Collaborative leadership in education: Principles and practice. Routledge.

  • Creswell, J. W. (2014). Research design: Qualitative, quantitative, and mixed methods approaches (4th ed.). Sage Publications.

  • Darling-Hammond, L., Hyler, M. E., & Gardner, M. (2017). Effective teacher professional development. Palo Alto, CA: Learning Policy Institute.

  • Gysbers, N. C., & Henderson, P. (2012). Developing and managing your school guidance program (5th ed.). Alexandria, VA: American Counseling Association.

  • Harris, A. (2014). Distributed leadership matters: Perspectives, practicalities, and potential. Corwin.

  • Leithwood, K., Harris, A., & Hopkins, D. (2006). Seven strong claims about successful school leadership. School Leadership & Management, 26(1), 27–42.

No comments:

Post a Comment