Thursday, February 26, 2026

ะบบบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา The Risk Management System for School Academic Affair Administration

  MR.PATTARADANAI DUNGSUNGNOEN(256511003)



ระบบบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา

The Risk Management System for School Academic Affair Administration


ชื่อผู้วิจัย/ผู้แต่ง : 1. ประนอม ศรีดี 2.อุทัย บุญประเสริฐ 3. สรรเสริญ  สุวรรณ์

ปีที่ตีพิมพ์ : 2563


แหล่งที่ตีพิมพ์ : วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563)


วัตถุประสงค์ของงานวิจัย (Objectives/Purpose)

1.  เพื่อศึกษาแนวคิดหลักการแนวปฏิบัติสภาพปัจจุบันปัญหาของการบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา

2.  เพื่อเสนอระบบบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในภาคปฏิบัติในการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา


กรอบแนวคิดในงานวิจัย



ประเภทงานวิจัย : ผสมผสาน


กลุ่มตัวอย่าง/ประชากร : สถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน


เครื่องมือ

แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามและแบบประเมินการตรวจสอบร่างระบบในขั้นต้น 


วิธีการเก็บข้อมูล

           วิธีดําเนินการวิจัยนี้ มีการศึกษาวิเคราะห์จากตํารา เอกสาร คู่มือและแนวปฏิบัติในการบริหารงานควบคุมภายในและการบริหารจัดการด้านการบริหารความเสี่ยงจากการสัมภาษณ์ ผู้รู้และมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องและเป็นที่ยอมรับในวงการที่เกี่ยวกับการบริหารงานควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง ในวงการศึกษาและในสถานศึกษา ซึ่งใช้วิธีเลือกผู้ให้ข้อมูลด้วยเทคนิควิธีแบบลูกโซ่ (Snowball Technique Sampling) เพื่อให้ได้สาระที่ครอบคลุมครบถ้วน รวมทั้งข้อเสนอแนะในขั้นต้น เพื่อใช้ในการพัฒนาให้ได้ระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี ที่เหมาะสมกับการดําเนินงานในสถานศึกษาโดยเฉพาะ และโดยเฉพาะกับการบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา จากนั้นนําผลที่ได้มาใช้เป็นกรอบสําหรับการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและข้อเสนอแนะจากโรงเรียนรางวัลพระราชทานที่ได้รับรางวัลพระราชทานในช่วงปี 2558–2560 โดยการใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้อําานวยการสถานศึกษารองผู้อําานวยการฝ่ายวิชาการหรือหัวหน้างานวิชาการและผู้รับผิดชอบงานควบคุมภายในหรือการบริหารความเสี่ยงในสถานศึกษาแล้วนําผลรวมมายกร่างเป็นระบบและกระบวนการดําเนินงานการบริหารความเสี่ยงด้านวิชาการของสถานศึกษาที่แสดงหลักการ แนวคิดการจัดระบบการดําาเนินงานในระดับสถานศึกษา และกระบวนการบริหารความเสี่ยงกับงานด้านวิชาการ ของสถานศึกษาโดยเฉพาะแล้วนําเสนอผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมแบบ Focus group รับข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะ และการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนําสู่ภาคปฏิบัติในระดับสถานศึกษา แล้วนําข้อเสนอแนะมาพัฒนาเป็นระบบที่สมบูรณ์ เพื่อเสนอสําหรับการดําเนินการในสถานศึกษาต่อไป


ขั้นตอนการวิจัย




วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์เนื้อหา(Content Analysis) วิเคราะห์ผลโดยหาค่าความถี่(Frequency)และค่าร้อยละ (Percentage)แล้วตรวจสอบร่างระบบด้วยการจัดประชุมกลุ่ม (Focus Group)


ผลการวิจัยที่สำคั

1.  สถานศึกษาในปัจจุบันพบว่าการบริหารจัดการความเสี่ยง มีเพียงระบบการควบคุมภายใน(Internal Control)เป็นเครื่องมือติดตามการดําเนินงานตามภารกิจและในมาตรฐานการประเมินผลการควบคุมภายใน จะมีการประเมินความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนควบของระบบการควบคุมภายในอยู่ส่วนหนึ่ง แต่มิได้มีการบริหารความเสี่ยงในงานการบริหารด้านวิชาการโดยตรงแต่อย่างใด

2.  ระบบบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ที่นําเสนอจากการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) การจัดระบบบริหารจัดการความเสี่ยงของสถานศึกษา และ 2) กระบวนการบริหารความเสี่ยงตามขอบข่ายงานด้านการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในด้านการจัดระบบบริหารจัดการความเสี่ยงของสถานศึกษาจะครอบคลุมหลักการ วัตถุประสงค์ และการจัดโครงสร้างการดำเนินงานเฉพาะด้านการบริหารความเสี่ยงในด้านการบริหารงานวิชาการในระดับสถานศึกษาในด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยงตามขอบข่ายงานด้านการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาประกอบด้วย 1) การระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยง 2) การจัดทําแผนและการบริหารความเสี่ยง 3) การติดตาม และการรายงานความก้าวหน้าของการบริหารความเสี่ยง 4) การประเมินผล และการรายงานผลการบริหารความเสี่ยงในงานวิชาการของสถานศึกษา


ข้อเสนอแนะ (Suggestions/Recommendations)

1  การวิจัยครั้งนี้ยังมีข้อจําากัดในเรื่องของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เพียงโรงเรียนรางวัลพระราชทานในการวิจัยครั้งต่อไปควรดําาเนินการกับกลุ่มตัวอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงในสถานศึกษา

 2  ควรศึกษาแนวปฏิบัติการบริหารความเสี่ยงของสถานศึกษาในสถานศึกษาประเภทอื่นๆ ทั้งสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและที่สังกัดหน่วยอื่นหรือนําองค์ความรู้มาปรับปรุงระบบของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 3  ควรทําาการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการจําาเป็น (Need Assessment) ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานการบริหารความเสี่ยงในสถานศึกษาโดยเฉพาะโดยตรงเพื่อได้ข้อมูลมาพัฒนาติดตามผู้ที่รับผิดชอบได้เหมาะสมยิ่งขึ้น


การพัฒนาแบบจำลองการบริหารจัดการแนะแนวเชิงมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

  

PATTARADANAI DUNGSUNGNOEN(256511003)

1. ชื่อหัวข้อวิจัย

การพัฒนาแบบจำลองการบริหารจัดการแนะแนวเชิงมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

The Development of a Collaborative Guidance Management Model to Improve Educational Quality in Upper Secondary Education

2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การแนะแนวการศึกษาและอาชีพเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ เข้าใจศักยภาพของตนเอง และสามารถวางแผนอนาคตการศึกษาและอาชีพได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบ่อยคือครูแนะแนวยังขาดสมรรถนะด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษา และขาดรูปแบบการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนา “แบบจำลองการบริหารจัดการแนะแนวเชิงมีส่วนร่วม” เพื่อยกระดับคุณภาพการแนะแนวและส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยรวม

3. วัตถุประสงค์การวิจัย

  1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการแนะแนวของครูแนะแนวระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในเครือข่ายโรงเรียน

  2. เพื่อพัฒนาแบบจำลองการบริหารจัดการแนะแนวเชิงมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับบริบทสถานศึกษา

  3. เพื่อนำแบบจำลองไปทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลต่อสมรรถนะครูแนะแนว คุณภาพการบริการแนะแนว และผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน

4. คำถามการวิจัย

  1. สภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นของการแนะแนวในโรงเรียนเครือข่ายเป็นอย่างไร?

  2. แบบจำลองการบริหารจัดการแนะแนวเชิงมีส่วนร่วมที่เหมาะสมมีลักษณะอย่างไร?

  3. การนำแบบจำลองไปใช้ช่วยยกระดับคุณภาพการแนะแนวและคุณภาพการศึกษาของนักเรียนหรือไม่?

5. กรอบแนวคิดการวิจัย

การวิจัยนี้อ้างอิงแนวคิดการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Educational Management) แนวคิดการแนะแนวและจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) และโมเดลการพัฒนาสมรรถนะครู (Teacher Competency Development Model) โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และนักเรียนในทุกขั้นตอน

6. วิธีดำเนินการวิจัย

ระยะที่ 1: การศึกษาและวิเคราะห์บริบท

  • กลุ่มตัวอย่าง: ครูแนะแนว ผู้บริหาร และนักเรียนในเครือข่ายโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 100 โรงเรียน (เครือข่ายแนะแนว มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา)

  • เครื่องมือ: แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion)

ระยะที่ 2: การพัฒนาแบบจำลอง

  • ใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) กับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแนะแนวและการบริหารการศึกษา

  • จัดเวิร์กชอปเพื่อระดมความคิดเห็นและสร้างต้นแบบแบบจำลอง

ระยะที่ 3: การทดลองใช้แบบจำลอง

  • ดำเนินการทดลองในโรงเรียนกลุ่มทดลอง 12 โรงเรียน และกลุ่มควบคุม 12 โรงเรียน

  • เก็บข้อมูลก่อนและหลังการใช้แบบจำลอง โดยใช้แบบประเมินสมรรถนะครูแนะแนว คุณภาพการบริการแนะแนว และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน

ระยะที่ 4: การประเมินผลและการปรับปรุง

  • วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test, ANCOVA และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

  • ปรับปรุงแบบจำลองเพื่อให้พร้อมใช้งานในวงกว้าง

7. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ได้แบบจำลองการบริหารจัดการแนะแนวเชิงมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย

  2. ครูแนะแนวมีสมรรถนะด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาเพิ่มขึ้น

  3. คุณภาพการแนะแนวและผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนได้รับการยกระดับ

  4. โรงเรียนมีแนวทางที่ยั่งยืนในการพัฒนางานแนะแนวและการบริหารการศึกษา

8. ขอบเขตการวิจัย

  • ด้านเนื้อหา: เน้นการพัฒนาสมรรถนะครูแนะแนวด้านจิตวิทยาการปรึกษา และการบริหารงานแนะแนวแบบมีส่วนร่วม

  • ด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง: ครูแนะแนว ผู้บริหาร และนักเรียนในเครือข่ายโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 100 โรงเรียน

  • ด้านเวลา: ดำเนินการวิจัยภายใน 12 เดือน

9. การอ้างอิง

  • กาญจนา แสงสุวรรณ. (2019). การพัฒนาสมรรถนะครูแนะแนวเพื่อเสริมสร้างคุณภาพการแนะแนวการศึกษา. วารสารวิจัยการศึกษา, 12(3), 45–60.

  • ประนอม ศรีดี. (2020). ระบบบริหารความเสี่ยงด้านการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา (วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

  • ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2018). การจัดการศึกษาเชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

  • Creswell, J. W. (2014). Research design: Qualitative, quantitative, and mixed methods approaches (4th ed.). Thousand Oaks, CA: SAGE Publications.

  • Gysbers, N. C., & Henderson, P. (2012). Developing & managing your school guidance and counseling program (5th ed.). Alexandria, VA: American Counseling Association.

  • Sink, C. A. (2002). Comprehensive guidance and counseling programs and the development of multicultural student-citizens. Professional School Counseling, 6(2), 113–119.

  • Wenger, E. (1998). Communities of practice: Learning, meaning, and identity. Cambridge University Press.

  • Stufflebeam, D. L., & Shinkfield, A. J. (2007). Evaluation theory, models, and applications (2nd ed.). Jossey-Bass. (แนะนำสำหรับกรอบ CIPP และการประเมินโปรแกรม)

  • Joyce, B., & Showers, B. (2002). Student achievement through staff development (3rd ed.). ASCD. (อ้างอิงเรื่องการพัฒนาวิชาชีพและ coaching/PLC)