Saturday, August 16, 2025

อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

 Tanaboon Poonphol PhD 246511002

อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย 

ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

1. ชื่อหัวข้อวิจัย

ภาษาไทย: อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

ภาษาอังกฤษ: The Scenarios of School Management Under the Church of Christ in Thailand According to the Concept of Needed Future Work Skills

2. ผู้วิจัยและสถาบันสังกัด

ผู้วิจัย: นายยุทธชัย ดำรงมณี (Mr. Yuthachai Damrongmanee)

สถาบันสังกัด: ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Department of Educational Policy, Management, and Leadership, Faculty of Education, Chulalongkorn University)

3. วัตถุประสงค์การวิจัย

    1. เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนและทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

    2. เพื่อศึกษาอนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

4. ระเบียบวิธีวิจัย

ระเบียบวิธีวิจัย: ระเบียบวิธีวิจัยอนาคตแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Future Research)

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ: คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 21 ท่าน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม:

     กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาท หน้าที่ในการกำหนดนโยบาย (8 ท่าน)

     กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาท หน้าที่ในการดำเนินงานสนองตอบนโยบาย (10 ท่าน)

     กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักวิชาการ (3 ท่าน)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย: แบบประเมินกรอบแนวคิด, แบบสอบถาม, และแบบสัมภาษณ์

การเก็บรวบรวมข้อมูล: สัมภาษณ์ (EDFR รอบที่ 1) ใช้เทคนิค Cumulative Summarize และแบบสอบถาม (EDFR รอบที่ 2) ใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)

การวิเคราะห์ข้อมูล:

     การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ

     ค่าสถิติ สำหรับหาฉันทามติ ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (Median) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range)

     เกณฑ์ฉันทามติ: ค่ามัธยฐานมากกว่า 3.50 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ไม่เกิน 1.50 (งานวิจัยนี้ดำเนินการ 2 รอบ)

5. ผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

ผลการวิจัย:

        1. กรอบแนวคิดของการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย การบริหารวิชาการ และ การบริหารกิจการนักเรียน

     ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต แบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่

         ทักษะด้านความคิด (6 ทักษะ): การสร้างความเข้าใจเชิงลึก (Sense Making), ความคิดที่แปลกใหม่และความคิดเชิงประยุกต์ (Novel and Adaptive Thinking), ความคิดเชิงประมวลผล (Computational Thinking), การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking), ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility)

         ทักษะด้านความสามารถ (7 ทักษะ): ความสามารถในการอยู่ร่วมกับสังคมหลากหลายวัฒนธรรม (Cross-cultural Competency), ความสามารถในการหลอมรวมศาสตร์ (Transdisciplinary), กรอบความคิดในการออกแบบงาน (Design Mindset), การบริหารจัดการการรับรู้ (Cognitive Load Management), การทำงานแบบร่วมมือในโลกเสมือน (Virtual Collaboration), การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving), การบริหารจัดการคน (People Management)

         ทักษะด้านศักยภาพส่วนตน (7 ทักษะ): ความฉลาดรู้ในสื่อยุคใหม่ (New Media Literacy), ความฉลาดในการเข้าสังคม (Social Intelligence), การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Coordinating with Others), ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence), การประเมินและการตัดสินใจ (Judgment and Decision Making), มีใจรักในการบริการ (Service Orientation), การเจรจาต่อรอง (Negotiation)

        2. อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เน้นการบริหารวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะด้านความคิดและทักษะด้านศักยภาพส่วนตน และการบริหารกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะด้านความคิด ทักษะด้านความสามารถ และทักษะด้านศักยภาพส่วนตน

         ผลจากการหาฉันทามติ (EDFR รอบที่ 2) พบว่าทุกข้อคำถามเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ทั้ง 20 ข้อ สำหรับการบริหารวิชาการ (การกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร, การจัดการเรียนการสอน, การวัดประเมินผล) และการบริหารกิจการนักเรียน (การกำหนดจุดมุ่งหมาย, การจัดกิจกรรม, การวัดประเมินผล) ผ่านเกณฑ์ฉันทามติทั้งหมด (ค่ามัธยฐาน 5 และค่าพิสัยควอไทล์ 0-1)

6. ข้อคิดและนัยยะสำคัญ

ความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: ผลการประเมิน PISA ของประเทศไทยที่ได้อันดับต่ำ ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในทักษะเชิงประยุกต์หรือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การเปลี่ยนบทบาทครูและกระบวนการเรียนรู้: การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม "สาระวิชา" ไปสู่ "ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21" โดยครูต้องผันตัวเป็นโค้ชและผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ให้นักเรียนเรียนรู้จากการลงมือทำ (PBL - Project-Based Learning)

หลักสูตรต้องเน้นความเข้าใจเชิงลึกและทักษะที่หลากหลาย: ไม่ใช่แค่ความรู้เชิงแคบ เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่โลกแห่งความเป็นจริงและการทำงานในอนาคตที่มีความซับซ้อน

ความร่วมมือของทุกภาคส่วน: ความสำเร็จของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง นักวิชาการ และชุมชน

ความท้าทายในการวัดและประเมินผล: การประเมินทักษะในอนาคตเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องดูจากสถานการณ์จริง และไม่สามารถออกข้อสอบและวัดได้อย่างเที่ยงตรงได้ง่าย

7. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

กำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งหมด 20 ทักษะ

จัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะความคิด, ทักษะความสามารถ, และทักษะศักยภาพส่วนตน โดยเน้นการหลอมรวมศาสตร์ (interdisciplinary) และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

พัฒนาครูให้มีทักษะและประสบการณ์เพียงพอ ในการประยุกต์ใช้ความรู้กับการสอนเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในอนาคต โดยเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้และผู้อำนวยความสะดวก

ปรับปรุงวิธีการวัดและประเมินผล ทักษะที่จำเป็นในอนาคต โดยเน้นการอธิบาย, พรรณนา, หรือวัดจากสถานการณ์จริง มากกว่าการใช้แบบทดสอบที่มีตัวเลือก และไม่ควรประเมินโดยครูคนเดียว

ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างบุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคม

8. บทสรุป งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจอนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ใช้วิธีวิจัยแบบ EDFR โดยเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 21 คน ผลการวิจัยพบว่า การบริหารโรงเรียนควรมุ่งเน้นไปที่การบริหารวิชาการและการบริหารกิจการนักเรียน เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ทักษะด้านความคิด, ทักษะด้านความสามารถ, และทักษะด้านศักยภาพส่วนตน ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นเอกฉันท์อย่างสูงว่าทักษะทั้ง 20 ข้อนี้มีความสำคัญและพึงประสงค์อย่างมากสำหรับการกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล การวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การศึกษาจากการเน้นวิชาการเป็นหลัก สู่การพัฒนาทักษะที่หลากหลาย การเปลี่ยนบทบาทของครูเป็นผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ และการปรับปรุงวิธีการประเมินผลให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ได้

9. เอกสารอ้างอิงหลัก

Damrongmanee, Yuthachai. อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตามแนวคิดทักษะที่จําเป็นสําหรับการทํางานในอนาคต. (The Scenarios of School Management Under the Church of Christ in Thailand According to the Concept of Needed Future Work Skills). Dissertation, Chulalongkorn University, 2019.

Anna Davies, Devib Fidler, & Marina Gorbis. Future work Skills 2020. Retrieved from http://www.iftf.org/uploads/media/SR-1382A_UPRI_future_work_skills_sm.pdf.

Alex Gray. The 10 skills you need to thrive in the Fourth Industrial Revolution. Retrieved from https://www.weforum.org/agenda/2016/01/the-10-skills-you-need-to-thrive-in-the-fourth-industrial-revolution/.

จุมพล พูลภัทรชีวิน. การวิจัยอนาคต (Future Research). (เอกสารประกอบการบรรยายเนื่องในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2559).

วิจารณ์ พานิช. วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2555).

Top of Form

Bottom of Form

 


No comments:

Post a Comment