Tanaboon Poonphol PhD 246511002
อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต
อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต
1. ชื่อหัวข้อวิจัย
• ภาษาไทย: อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต
• ภาษาอังกฤษ:
The Scenarios of School Management Under the Church of Christ in Thailand
According to the Concept of Needed Future Work Skills
2. ผู้วิจัยและสถาบันสังกัด
• ผู้วิจัย: นายยุทธชัย ดำรงมณี (Mr. Yuthachai Damrongmanee)
• สถาบันสังกัด: ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Department of Educational Policy, Management, and
Leadership, Faculty of Education, Chulalongkorn University)
3. วัตถุประสงค์การวิจัย
1.
เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนและทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต
2.
เพื่อศึกษาอนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ตามแนวคิดทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต
4. ระเบียบวิธีวิจัย
• ระเบียบวิธีวิจัย: ระเบียบวิธีวิจัยอนาคตแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Future
Research)
• กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ: คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 21
ท่าน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม:
◦
กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาท หน้าที่ในการกำหนดนโยบาย (8 ท่าน)
◦
กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาท หน้าที่ในการดำเนินงานสนองตอบนโยบาย (10
ท่าน)
◦
กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักวิชาการ (3 ท่าน)
• เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย: แบบประเมินกรอบแนวคิด, แบบสอบถาม, และแบบสัมภาษณ์
• การเก็บรวบรวมข้อมูล: สัมภาษณ์ (EDFR รอบที่ 1) ใช้เทคนิค
Cumulative Summarize และแบบสอบถาม (EDFR รอบที่ 2) ใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating
Scale)
• การวิเคราะห์ข้อมูล:
◦
การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ
◦
ค่าสถิติ สำหรับหาฉันทามติ ได้แก่
ค่ามัธยฐาน (Median) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile
Range)
◦
เกณฑ์ฉันทามติ: ค่ามัธยฐานมากกว่า 3.50
และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ไม่เกิน 1.50 (งานวิจัยนี้ดำเนินการ
2 รอบ)
5. ผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
• ผลการวิจัย:
1.
กรอบแนวคิดของการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย
การบริหารวิชาการ และ การบริหารกิจการนักเรียน
◦
ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต แบ่งเป็น
3 กลุ่มทักษะ ได้แก่
▪
ทักษะด้านความคิด (6 ทักษะ): การสร้างความเข้าใจเชิงลึก (Sense Making), ความคิดที่แปลกใหม่และความคิดเชิงประยุกต์
(Novel and Adaptive Thinking), ความคิดเชิงประมวลผล (Computational
Thinking), การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking), ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), ความยืดหยุ่นทางความคิด
(Cognitive Flexibility)
▪
ทักษะด้านความสามารถ (7 ทักษะ): ความสามารถในการอยู่ร่วมกับสังคมหลากหลายวัฒนธรรม (Cross-cultural
Competency), ความสามารถในการหลอมรวมศาสตร์ (Transdisciplinary),
กรอบความคิดในการออกแบบงาน (Design Mindset), การบริหารจัดการการรับรู้
(Cognitive Load Management), การทำงานแบบร่วมมือในโลกเสมือน
(Virtual Collaboration), การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex
Problem Solving), การบริหารจัดการคน (People Management)
▪
ทักษะด้านศักยภาพส่วนตน (7 ทักษะ): ความฉลาดรู้ในสื่อยุคใหม่ (New Media Literacy), ความฉลาดในการเข้าสังคม
(Social Intelligence), การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Coordinating
with Others), ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence), การประเมินและการตัดสินใจ (Judgment and Decision Making), มีใจรักในการบริการ (Service Orientation), การเจรจาต่อรอง
(Negotiation)
2.
อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เน้นการบริหารวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะด้านความคิดและทักษะด้านศักยภาพส่วนตน
และการบริหารกิจการนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะด้านความคิด ทักษะด้านความสามารถ
และทักษะด้านศักยภาพส่วนตน
▪
ผลจากการหาฉันทามติ (EDFR รอบที่ 2)
พบว่าทุกข้อคำถามเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ทั้ง
20 ข้อ สำหรับการบริหารวิชาการ (การกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร,
การจัดการเรียนการสอน, การวัดประเมินผล)
และการบริหารกิจการนักเรียน (การกำหนดจุดมุ่งหมาย, การจัดกิจกรรม,
การวัดประเมินผล) ผ่านเกณฑ์ฉันทามติทั้งหมด (ค่ามัธยฐาน 5 และค่าพิสัยควอไทล์ 0-1)
6. ข้อคิดและนัยยะสำคัญ
• ความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่
21: ผลการประเมิน PISA ของประเทศไทยที่ได้อันดับต่ำ
ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในทักษะเชิงประยุกต์หรือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
• การเปลี่ยนบทบาทครูและกระบวนการเรียนรู้: การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม
"สาระวิชา" ไปสู่ "ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21"
โดยครูต้องผันตัวเป็นโค้ชและผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
ให้นักเรียนเรียนรู้จากการลงมือทำ (PBL - Project-Based Learning)
• หลักสูตรต้องเน้นความเข้าใจเชิงลึกและทักษะที่หลากหลาย: ไม่ใช่แค่ความรู้เชิงแคบ
เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่โลกแห่งความเป็นจริงและการทำงานในอนาคตที่มีความซับซ้อน
• ความร่วมมือของทุกภาคส่วน: ความสำเร็จของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของครู
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง นักวิชาการ และชุมชน
• ความท้าทายในการวัดและประเมินผล: การประเมินทักษะในอนาคตเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องดูจากสถานการณ์จริง
และไม่สามารถออกข้อสอบและวัดได้อย่างเที่ยงตรงได้ง่าย
7. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
• กำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งหมด
20 ทักษะ
• จัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะความคิด,
ทักษะความสามารถ, และทักษะศักยภาพส่วนตน โดยเน้นการหลอมรวมศาสตร์ (interdisciplinary) และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
• พัฒนาครูให้มีทักษะและประสบการณ์เพียงพอ ในการประยุกต์ใช้ความรู้กับการสอนเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในอนาคต
โดยเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้และผู้อำนวยความสะดวก
• ปรับปรุงวิธีการวัดและประเมินผล ทักษะที่จำเป็นในอนาคต โดยเน้นการอธิบาย, พรรณนา,
หรือวัดจากสถานการณ์จริง มากกว่าการใช้แบบทดสอบที่มีตัวเลือก
และไม่ควรประเมินโดยครูคนเดียว
• ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างบุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน
เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
8. บทสรุป
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจอนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
โดยมุ่งเน้นที่ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ใช้วิธีวิจัยแบบ EDFR
โดยเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 21 คน
ผลการวิจัยพบว่า
การบริหารโรงเรียนควรมุ่งเน้นไปที่การบริหารวิชาการและการบริหารกิจการนักเรียน
เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ทักษะด้านความคิด, ทักษะด้านความสามารถ,
และทักษะด้านศักยภาพส่วนตน
ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นเอกฉันท์อย่างสูงว่าทักษะทั้ง 20 ข้อนี้มีความสำคัญและพึงประสงค์อย่างมากสำหรับการกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร
การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล
การวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การศึกษาจากการเน้นวิชาการเป็นหลัก
สู่การพัฒนาทักษะที่หลากหลาย การเปลี่ยนบทบาทของครูเป็นผู้ส่งเสริมการเรียนรู้
และการปรับปรุงวิธีการประเมินผลให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต
เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ได้
9. เอกสารอ้างอิงหลัก
• Damrongmanee,
Yuthachai. อนาคตภาพของการบริหารโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ตามแนวคิดทักษะที่จําเป็นสําหรับการทํางานในอนาคต. (The Scenarios of
School Management Under the Church of Christ in Thailand According to the
Concept of Needed Future Work Skills). Dissertation, Chulalongkorn University,
2019.
• Anna Davies,
Devib Fidler, & Marina Gorbis. Future work Skills 2020.
Retrieved from
http://www.iftf.org/uploads/media/SR-1382A_UPRI_future_work_skills_sm.pdf.
• Alex Gray. The
10 skills you need to thrive in the Fourth Industrial Revolution. Retrieved
from
https://www.weforum.org/agenda/2016/01/the-10-skills-you-need-to-thrive-in-the-fourth-industrial-revolution/.
• จุมพล
พูลภัทรชีวิน. การวิจัยอนาคต (Future
Research). (เอกสารประกอบการบรรยายเนื่องในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ
2559).
• วิจารณ์
พานิช. วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21.
พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพฯ:
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2555).
No comments:
Post a Comment